1. นายสรวิศย์ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, นายสาธิต เตชะลาภอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยนตรกิจ เกียมอเตอร์ จำกัด พร้อมผู้บริหาร ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น ให้เกียรติร่วมเยี่ยมชมงานแสดงและจำหน่ายรถยนต์ KIA ของบริษัท นิธิบูรณ์ยนตรการ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ KIA ในจังหวัดพิษณุโลก ภายใต้ชื่องาน “KIA Exclusive Car” ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 2552 ณ โชว์รูมนิธิบูรณ์ยนตรการ จ.พิษณุโลก โดยมี นายเทียนชัย นิตยเมฆินทร์ กรรมการบริหาร ให้การต้อนรับและถ่ายภาพร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการจำหน่ายรถยนต์ KIA ในจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียงในภาคเหนือ พร้อมกันนี้ ได้มีการจัดอบรมความรู้ขั้นพื้นฐานการขับขี่รถยนต์ 4x4 ในรุ่น KIA Sorento สำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสนใจสมรรถนะของรถยนต์และการขับขี่รถยนต์ในสไตล์ Off Raod ของ KIA Sorento ณ สนามครอสคันทรี โดยนายอารยะ ชั้นกาญจน์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการอบรมการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นผู้ให้การอบรมในครั้งนี้
http://www.kia.co.th/th/EventDetail.aspx?eid=2
2. Kia Motors Corporation – ผู้ผลิตยานยนต์คุณภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1944 และเป็นโรงงานผลิตยานยนต์เกาหลีที่เก่าแก่ เป็นส่วนหนึ่งของ ฮุนได-เกีย ออโตโมทีป กรุ๊ป KIA กลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์รถยนต์ชั้นนำของโลก การผลิตยานยนต์ร่วม 1.5 ล้านคันต่อปี จากโรงงานผลิตและประกอบ จำนวน 13 แห่ง ใน 8 ประเทศ รวมทั้งการขายปและบริการของเครือข่ายสาขาและผู้แทนจำหน่าย 172 ประเทศ วันนี้ KIA มีพนักงานกว่า 40,000 คนทั่วโลก และรายได้ประจำปีมากกว่า 14.5 พันล้าน ทั้งเป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันเทนนิส Australian Open และส่วนหนึงของ FIFA
3. Kia เตรียมใช้โอกาสที่จะเข้าร่วมงาน Paris Motor Show ที่จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนกันยายนนี้ ในการเปิดตัวซิตี้คาร์แนวคิด Kia POP ระบบไฟฟ้าทั้งคันที่บริษัทฯอ้างว่าสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 3 คน ด้วยความยาวของตัวรถเพียงแค่ประมาณ 3 เมตรเท่านั้นเอง! และด้วยความยาวแค่นี้เลยเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า POP จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 คน แม้ว่าจะมีความยาวมากกว่า Smart Fortwo แต่การ Toyota iQ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อยสามารถรองรับได้ถึง 4 คน ก็อาจจะให้หายข้อสงสัยไปได้บางว่าพื้นที่ภายในคับแคบเกินไป แต่อย่าลืมว่ารถรุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีพื้นที่จับเก็บชุดแบตเตอรี่ที่จะทำให้ไปเบียดพื้นที่ โดยสารโดยปริยาย การรองรับผู้โดยสาร 3 คน ก็อาจจะเป็นในลักษณะที่ไม่สะดวกสบายมากนัก แต่ก็เหมาะกับการโดยสารในเมืองหรือระยะเดินทางสั้นๆที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลา นานบนรถให้ปวดเมื่อยเพราะจำเป็นต้องขดตัวโดยเฉพาะผู้โดยสารตัวใหญ่ๆ
4.Hyoung-Keun Lee, รองประธานบริหารอาวุโส และซีโอโอส่วนธุรกิจต่างประเทศ เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างดีที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ Kia ในช่วง ครึ่งปีแรกของปีนี้ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นและมีความแข็งแกร่งในตลาดต่างๆ พวกเรามั่นใจว่า เราจะสามารถสร้างยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับในปี 2009 แม้สถานการณ์ด้าน เศรษฐกิจในปัจจุบัน จะท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ก็ตาม พวกเราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถ ยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งชั้นแนวหน้า และมีส่วนแบ่งในตลาดที่สำคัญหลายๆ ตลาดในโลกสำหรับปีนี้
http://www.meedee.net/magazine/car/hot-news/2010
5. นายสาธิต เตชะลาภอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยนตรกิจเกียมอเตอร์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ KIA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย หนึ่งในเครือยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงนโยบายด้านการตลาดสำหรับในปีนี้ว่า ทางบริษัทฯ มีนโยบายที่จะสร้างความหลากหลายด้านผลิตภัณฑ์และเป็นอีกทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคคนไทย ด้วยการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดในประเทศไทยให้ครบทุกเซกเมนต์
สำหรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ Kia Soul คาดว่าจะได้รับความสนใจและตอบรับจากผู้บริโภคคนไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากมีความโดดเด่นและแตกต่างด้านรูปลักษณ์ ทั้งผสานความสวยงามและอรรถประโยชน์ได้อย่างลงตัว และได้รับความสำเร็จมาแล้วทั้งในยุโรปและอเมริกา ดังนั้น ทางบริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์รุ่นดังกล่าวประมาณ 40 คันต่อเดือน หรือ 480 คันสำหรับปีนี้ ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้สั่งจองรถยนต์รุ่นดังกล่าวจากบริษัทแม่ เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
http://thailandexhibition.com/Exhibition/Exhibition-News-Details.php?id=330
6. เกีย กรุ๊ป แห่งเกาหลีใต้ กำลังระส่ำอย่างหนัก การฟื้นสถานการณ ์เพื่อให้รอดพ้นจากการล้มละลาย เป็นเรื่องน่าสนใจยิ่ง ความน่าตระหนกคืบคลานมายังผู้ค้าในไทย พรีเมียร์ เกีย มอเตอร์ ต้องรับชะตากรรม ที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ หนักขึ้นไปอีกเมื่อมาเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่อย่างที่สุด "เอ็มดีใหม่" อย่างสุรัตน์ ทำได้เพียงแค่นั่งรอ ทั้งๆ ที่แผนงานเพื่อการรุกได้ถูกกำหนดไปแล้ว พรีเมียร์ กรุ๊ป เหมือนถูกฟ้าแกล้งไม่ให้ได้ใหญ่ในวงการนี้ นับเป็นจังหวะก้าวที่ไร้โชคเอามากๆ สำหรับบริษัท พรีเมียร์ เกีย มอเตอร์ จำกัด เพราะหลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามในปีแรกของการเปิดตลาดรถยนต์ในเมืองไทย โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ออฟโรดพันธุ์แท้ขนาดเล็กจนกลายเป็นผู้นำของตลาดนี้พร้อมกับชื่อเสียง และการยอมรับ
แต่แผนงานการบุกตลาดอย่างต่อเนื่องในปีที่สอง กลับต้องสะดุดหยุดนิ่ง แม้ว่าได้เตรียมการอย่างรอบด้านไว้แล้วเป็นการหยุดนิ่ง เพราะปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น ซึ่งพรีเมียร์ เกียฯ ไม่อาจควบคุมได้ไม่ว่าพรีเมียร์ กรุ๊ป จะยิ่งใหญ่แค่ไหน และไม่ว่า วิเชียร พงศธร ได้ปรารถนาอย่างแรงกล้าเพียงใดที่จะก้าวขึ้นมาผงาดในยุทธจักรนี้ให้ได้ตลาดรถยนต์เมืองไทยไม่อาจต้านทานกระแสเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำอย่างวิกฤติที่สุดคือปัจจัยประการแรกประการที่สองเพราะ เกีย มอเตอร์ แห่งเกาหลีใต้ ผู้ผลิตรถยนต์ต้นสังกัด กำลังเผชิญมรสุมที่หนักหนาสาหัส และอยู่ในระหว่างกอบกู้สถานการณ์เพื่อไม่ให้ล้มละลายสองปัจจัยนี้ สำคัญยิ่งนัก และมากพอที่จะทำให้อนาคตของพรีเมียร์ เกียฯ ดูมืดมน ไร้ทางออกการทำตลาดรถยนต์เกียในเมืองไทย อาจจะต้องปิดฉากลงในเวลาอันแสนสั้น กระนั้นหรือ "ได้คุยกับคุณวิเชียรแล้ว ซึ่งยืนยันว่าถึงยังไงก็ต้องทำต่อไป" สุรัตน์ หาญเมธีคุณา กรรมการผู้จัดการของพรีเมียร์ เกียฯ กล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นถึงความตั้งใจของวิเชียร พงศธร แห่งพรีเมียร์ กรุ๊ปพร้อมกับย้ำว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ทำให้บริษัทจำเป็นต้องหยุดแผนงานที่วางไว้เมื่อต้นปี แต่เป็นการหยุดเพื่อรอให้สถานการณ์กลับมาเอื้ออำนวยอีกครั้ง ไม่ใช่การล้มโครงการ
"เราจำเป็นต้องชะลอออกไปก่อน และจะกลับมาเริ่มต้นตามแผนงานเมื่อไรนั้น ก็คงต้องดูในเรื่องของเศรษฐกิจของไทยว่า จะเริ่มชัดเจนตอนไหน กับสถานการณ์ของเกีย มอเตอร์ ว่าหลังจากแก้ไขปัญหาแล้วจะเป็นอย่างไร" สุรัตน์กล่าวถึงสองปัจจัยหลักที่เป็นเหตุจำเป็นทำให้ต้องชะลอแผนงานต่างๆ ออกไป แต่ถามว่าแผนงานต้องชะลอออกไปนานแค่ไหน
สุรัตน์ ยังไม่กล้าให้คำตอบที่ชัดเจน เพราะถ้าลำพังสถานการณ์ของเกีย มอเตอร์ แห่งเกาหลีใต้ ก็คงใช้เวลาไม่นานนัก แต่เมื่อมาเจอคำถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งเมื่อใดนั้น แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครคาดเดาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
อาจจะหนึ่งปีสองปีหรือมากกว่านั้นแล้วพรีเมียร์ เกียฯ จะสามารถดำรงสถานภาพทางธุรกิจได้นานแค่ไหน ยิ่งสถานการณ์เช่นนี้ความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อหนุนดีลเลอร์ทั้ง 30 ราย ด้วยการแบกรับภาระในด้านต่างๆ เพื่อไม่ให้เหล่าดีลเลอร์ถอดใจ และถอนตัวกลางคัน ยิ่งเป็นแรงบีบสำคัญอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่เฉพาะ พรีเมียร์ เกียฯ เท่านั้นที่กำลังประสบปัยหานี้อยู่ เพียงแต่ว่า พรีเมีย เกียฯ ดูจะหนักกว่า
"ปีที่แล้วบริษัทกำไรประมาณ 5 ล้านบาท แต่ปีนี้ถ้าไม่ขาดทุนก็ถือว่าดีแล้ว และมาถึงตรงนี้เราคิดว่าคงจะไม่ขาดทุนในปีนี้ ส่วนปีต่อๆ ไปคิดว่าคงอยู่ได้แต่ก็ต้องลำบากพอดู"
ความยากลำบากของพรีเมียร์ เกียฯ นั้นนอกจากแผนงานที่ต้องชะลอออกไปแล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบันยังต้องพบกับอุปสรรคในการระบายสินค้า เพราะเนื่องจากเป็นรถยนต์ยี่ห้อใหม่ ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่จึงต้องเข้มงวดในเรื่องเงินดาวน์ของลูกค้า ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไฟแนนซ์จำนวนมากถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกรรมการเงินด้วยแล้ว ทำให้เงินดาวน์สำหรับรถยนต์เกียถูกกำหนดไว้สูงถึง 40% ของราคาจำหน่ายเลยทีเดียว
การที่ลูกค้าจำเป็นจะต้องหาเงินดาวน์ในจำนวนที่สูง และเข้มงวดในรายละเอียดต่างๆ ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมากในตลาด ได้ทำให้การจำหน่ายรถยนต์เกียมีปริมาณเพียงน้อยนิดในช่วง 8 เดือนของปีนี้
จำนวนเพียงน้อยนิดที่เป็นอยู่นั้นทำให้ไม่ต้องพูดถึงเป้าหมายของพรีเมียร์ เกียฯ ในปีนี้เลยว่าจะเป็นอย่างไร ในปี 2539 ซึ่งถือเป็นปีแรกของการทำตลาดในไทยนั้น ยอดจำหน่ายรถยนต์มีจำนวนทั้งสิ้น 2,640 คัน แบ่งเป็นเกีย สปอร์ตเทจ 2,429 คัน และรุ่นซีเฟีย 211 คัน
จากยอดจำหน่ายดังกล่าวนั้น ได้ทำให้รถยนต์ออฟโรดขนาดเล็กอย่างสปอร์ตเทจกลายเป็นจ่าฝูงของตลาดออฟโรดไทยเลยทีเดียว เพราะเป็นรถยนต์ออฟโรดขนาดเล็กที่เข้ามาเสริมช่องว่างของตลาดที่เหมาะสมที่สุดพร้อมด้วยราคาที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งจะว่าไปแล้วยอดจำหน่ายที่เกิดขึ้นถือเป็นความประหลาดใจของ พรีเมียร์ เกียฯ อย่างมาก เพราะในแผนการเปิดตลาดนั้นจุดที่เน้นก็คือการเปิดตลาดรถยนต์นั่ง แต่พอเอาเข้าจริงเก๋งอย่างซีเฟียกลับไม่ได้สะกิดตลาดเลยแม้แต่น้อย
ปลายปี 2539 ทีมผู้บริหารของพรีเมียร์ เกียฯ จึงเน้นการทำตลาดไปที่ออฟโรดอย่างสปอร์ตเทจ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่จะมุ่งไปทางด้านนี้ เพราะถือว่าสถานการณ์ได้เป็นไปอย่างนั้นแล้ว อย่างไรก็ดี แผนงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ได้ถูกวางไว้เช่นกัน เพียงแต่ว่าสปอร์ตเทจจะเป็นสัญลักษณ์ขององค์กร
ครั้งนั้นเป้าหมายในปี 2540 ได้วางไว้ว่ายอดจำหน่ายสปอร์ตเทจ อยู่ที่ 3,800 คัน โดยเป็นสปอร์ตเทจ เกียร์ธรรมดา 1,000 คัน และเกียร์อัตโนมัติ ที่เพิ่งส่งเข้าตลาด เมื่อเดือนธันวาคม 2539 เป็นจำนวนมากถึง 2,800 คัน ส่วนตลาดของเก๋งนั้นวางไว้ 1,200 คัน โดยเป็นเก๋งซีเฟียเดิม 200 คัน และซีเฟียใหม่ (ลีโอ) ซึ่งเป็นรถยนต์ 5 ประตู เครื่องยนต์ 1500 ซีซี อีก 1,000 คัน
แต่เมื่อผ่าน 6 เดือนแรกของปี 2540 ออฟโรดสปอร์ตเทจ กลับมียอดจำหน่ายเพียง 634 คัน ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเป็นยอดจำหน่ายของรุ่นเกียร์ธรรมดา 373 คัน เกียร์อัตโนมัติเพียง 261 คัน ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งผู้นำตลาดนี้ได้สูญเสียไปแล้ว
ครั้งนั้นผู้บริหารชุดเดิมมั่นใจว่า หลังจากเปิดตัวสปอร์ตเทจ เกียร์อัตโนมัติแล้วจะสามารถสร้างตลาดในส่วนนี้ได้มากกว่าเกียร์ธรรมดา แต่เนื่องจากราคาจำหน่ายของรุ่นเกียร์อัตโนมัติค่อนข้างสูง จึงเท่ากับว่าจุดขายที่สำคัญมาแต่แรกได้หดหายไปเสียแล้ว
นอกจากนี้ คู่แข่งได้ส่งสินค้าเข้ามาแข่งในตลาดมากขึ้นผิดกับปีแรก ไม่ว่าจะเป็นฮอนด้า ซีอาร์วี ซึ่งได้กลายเป็นจ่าฝูงของตลาดนี้ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
หรือกระทั่งรถยนต์ปิกอัพรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งสุรัตน์ก็ยอมรับว่าการที่มีคู่แข่งในตลาดมากขึ้นทำให้สปอร์ตเทจได้รับความสนใจลดลงไปมาก
ยอดจำหน่าย 8 เดือนแรกของปีนี้ (2540) เกียสปอร์ตเทจ จำหน่ายได้เพียง 749 คัน และเก๋งซีเฟียเพียง 66 คันเท่านั้น ส่วนซีเฟีย 5 ประตู ที่วางแผนว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายนั้น ที่สุดแล้วก็ต้องล้มเลิกไป
ไม่เพียงแต่การนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเข้ามาขยายตลาดให้หลายหลากขึ้น เช่น ต้นปี 2541 จะเปิดตัวแกรนด์สปอร์ตเทจ ซีเฟีย 2 และรถตู้อีกหนึ่งรุ่น จะต้องชะลอออกไปก่อนแล้ว แผนการลงทุนในการประกอบในประเทศไทยในหลายโมเดล ที่คาดว่าจะสามารถสร้างกระแสได้เสมือนเมื่อครั้งสปอร์ตเทจได้ปลุกกระแสออฟโรดขนาดเล็กจนโด่งดังมาแล้วนั้น ก็คงต้องชะลอออกไปเช่นกัน ดังที่รัตน์ได้กล่าวเมื่อตอนต้น
สุรัตน์ได้กล่าวได้อย่างหมายมั่นเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการที่พรีเมียร์ เกียฯ ใหม่ๆ ด้วยการประกาศว่าภายใน 2 ปีจะขอก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำตลาดรถเกาหลีในไทย ด้วยมุ่งหวังไปที่แผนงานการประกอบในประเทศ และการเปิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น
แผนงานครั้งนั้นกำหนดว่า พรีเมียร์ เกียฯ จะว่าจ้างให้โรงงานที่รับจ้างประกอบรถยนต์ในไทยที่มีคุณภาพทำการประกอบรถออฟโรด สปอร์ตเทจ ในกลางปี 2541 ตามด้วยรถบรรทุกขนาดตันครึ่ง "เซเรส" ชูจุดขายด้านขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาเริ่มต้นไม่เกิน 4 แสนบาท ก่อนจะทยอยประกอบปิกอัพฟรอนเทียร์ ขนาด 1 ตัน ลงตลาดเป็นลำดับต่อไป
"ในส่วนของงานประกอบนั้น ได้ติดต่อไปยังโรงงานประกอบในไทยหลายรายแล้วอย่างเช่น โรงงานประกอบเบนซ์ หรืออย่างโรงงานบางชันก็ได้ติดต่อแล้ว แต่ก็คงต้องรอไปก่อน" สุรัตน์กล่าวถึงโรงงานประกอบรถยนต์ที่ได้ติดต่อว่าจ้างเพื่อทำการประกอบรถยนต์เกียในไทย
สุรัตน์ได้กล่าวให้ความเห็นเกี่ยวกับการประกอบรถยนต์เกียในประเทศว่า ในขั้นต้นคงเป็นลักษณะของการว่าจ้างประกอบ แต่ลักษณะเช่นนี้คงเป็นเพียงช่วงแรกเท่านั้น เพราะการจ้างประกอบจะมีข้อเสียในการขยายงานถ้าตลาดของเกียไปได้ดี ดังนั้นในที่สุดแล้วการตั้งโรงงานด้วยตนเองคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งก็เป็นความต้องการตั้งแต่แรกเมื่อ พรีเมียร์ กรุ๊ป ตัดสินใจทำตลาดรถยนต์เกียในไทย
"แม้ เกีย กรุ๊ป จะประสบปัญหาด้านการเงินในไทยอย่างหนัก แต่เหตุการณ์ดังกล่าวคงคลี่คลายได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนงานที่ได้วางไว้ร่วมกันในระยะยาว หรือสายสัมพันธ์ในการทำการค้าร่วมกันอย่างแน่นอน" สุรัตน์ยืนยันถึงความสัมพันธ์ในอนาคต
พรีเมียร์ เกีย มอเตอร์ ภายใต้กลุ่มทุนอย่าง พรีเมียร์ กรุ๊ป จะสามารถทนรอได้นานแค่ไหน กับการชะลอโครงการและแผนงานที่จะบุกตลาดรถยนต์เมืองไทย
ในสถานการณ์ที่กดดันให้ต้องหยุดนิ่งเช่นนี้ พรีเมียร์ เกียฯ ทำได้เพียงแค่เฝ้ารอ
หรือว่า ชะตาของพรีเมียร์ กรุ๊ป ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ใหญ่ในวงการนี้
http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=4612
7. มร.ยอง-มู อาน ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ตลาดต่างประเทศ ของเกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น แห่งเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าหลายปีที่ผ่านมา บริษัทรถยนต์หลายแห่งในโลกต่างก็ประสบปัญหารุนแรง อันเนื่อง มาจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นเช่นกัน แต่จากความ พยายามทุ่มเทของพนักงาน และความร่วมมือจากใจของครอบครัวเกียในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปัจจุบันสามารถกลับมายืนในจุดที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งอีกครั้ง
ที่ผ่านมา นอกจากที่เกาหลีใต้ เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ขยายการประกอบรถยนต์รุ่นต่างๆ ในอีก 12 ประเทศทั่วโลก และนับจากวันนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเป็นฐานการประกอบรถยนต์เกียนอกประเทศเกาหลีแห่ง ที่ 13 แต่จะเป็นประเทศแรกในโลกที่เรามอบความไว้วางใจให้ประกอบรถยนต์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดแบบหนึ่งบนสายการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของเกีย นั่นคือ เกีย คาร์นิวัล รถยนต์ MPV สำหรับธุรกิจและครอบครัวที่ประสบความสำเร็จได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศทั่วโลก
การที่ เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจเปิดฐานการประกอบจำหน่ายรถยนต์ในไทย โดยเลือกแบบรถที่มีความสำคัญ และสามารถตอบสนองตลาดในท้องถิ่นได้มากที่สุด คือ เกีย คาร์นิวัล เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความ ไว้วางใจที่ได้รับจากผู้ใช้รถยนต์ชาวไทย และความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานและเทคโนโลยีของโรงงานประกอบรถยนต์ YMC ภายใต้การบริหารงานของยนตรกิจกรุ๊ป ซึ่งเป็น ที่ยอมรับ เป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่สมบูรณ์ แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีคุณภาพและมาตรฐานเทียบเท่ากับรถที่ผลิตจากโรงงานของ เกีย เกาหลีใต้ ทุกประการ
ผมเชื่อมั่นว่า เกีย คาร์นิวัลที่ประกอบจากโรงงาน YMC ในไทย จะเป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการรถยนต์ในภูมิภาค นอกจากเป็น MPV ขนาดใหญ่ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยแล้ว ยังจะเป็นผู้นำในตลาดรถ MPV ขนาดใหญ่ทั่วอาเซียนอีกด้วย มร.อาน กล่าว
http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/detail.asp?Detail_Id=1047&Column_Name=Market
8. Hyoung-Keun Lee, รองประธานบริหารอาวุโส และซีโอโอส่วนธุรกิจต่างประเทศ เกีย มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างดีที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ Kia ในช่วง ครึ่งปีแรกของปีนี้ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นและมีความแข็งแกร่งในตลาดต่างๆ พวกเรามั่นใจว่า เราจะสามารถสร้างยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับในปี 2009 แม้สถานการณ์ด้าน เศรษฐกิจในปัจจุบัน จะท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ก็ตาม พวกเราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถ ยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งชั้นแนวหน้า และมีส่วนแบ่งในตลาดที่สำคัญหลายๆ ตลาดในโลกสำหรับปีนี้
http://www.meedee.net/magazine/car/hot-news/2010
9. นายบุญฤทธิ์ กล่าวว่า การถอนตัวออกจากตลาดของแบรนด์ ฮุนได และแดวู จากไทยในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทำให้การยอมรับแบรนด์รถยนต์จากเกาหลีใต้ลดลงอย่างมาก แม้ช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ เร่งการรับรับรู้แบรนด์อิมเมจ ขยายศูนย์บริการรองรับลูกค้าตามหัวเมืองต่างจังหวัด แต่ค่านิยมการเลือกซื้อรถยนต์ของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เกียต้องการยกระดับแบรนด์รถเกาหลีใต้เทียบเท่าแบรนด์จากญี่ปุ่น
นอกจากนี้ เกียจะเริ่มทำตลาดแบบ แตกไลน์ทำตลาดลักษณะสเปเชี่ยล เอดิชั่น รุ่นตกแต่งพิเศษ ให้ต่างจากเดิมที่ทำตลาดลักษณะ Build to Oder เพื่อความคล่องตัวในการบริหารยอดขายและส่งมอบให้กับลูกค้าที่สั่งจองรองรับต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายปีหน้า 3,500 คัน
“เกียมั่นใจว่า การนำร่องเปิดตลาดรถยนต์นั่งควบคู่ไลน์สินค้าที่มีอยู่ ในอีก 2 ปีข้างหน้า แบรนด์เกีย จะแข็งแกร่งพอที่จะแข่งขันกับรถยนต์จากค่ายญี่ปุ่นได้ ซึ่งไม่ใช่เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ถูกที่สุด แต่เราจะเสนอความคุ้มค่าของสินค้าและราคาที่น่าสนใจ”
http://www.arip.co.th/businessnews.php?id=406826
10. นายวิเชียร ลีนุตพงษ์ กรรมการบริหาร ยนตรกิจกรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ การแข่งขันในตลาด โดยจัดตั้งแผนกคอมเมอรเชียลคาร์ เพื่อจำหน่ายรถบรรทุกขนาดเล็ก สำหรับตลาดรวม การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้เนื่อง จากตลาดรถประเภทนี้มีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างมาก ซึ่งในตลาดยังไม่มีรถประเภทนี้มากนัก รวมถึงเป็นการเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มยนตรกิจมากขึ้น
ที่ผ่านมา ยนตรกิจกรุ๊ปจำหน่ายรถ ยนต์ระดับหรู อาทิ ออดี้ โฟล์คสวาเก้น เปอโยต์ ซีตรอง เซียท และเกีย โดยรถดังกล่าวมีราคาจำหน่ายอยู่ในหลักล้านขึ้นไป ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะจำหน่ายรถยนต์ราคาถูก ที่มีรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มาแข่งขันกับโตโยต้า วีออส หรือฮอนด้า ซิตี้ แต่อย่างใด เพียงต้องการเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว และไม่เคยมีจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อน ดังนั้นเชื่อว่าจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย เพราะเป็นรถขนาดเล็กที่ประหยัดเชื้อเพลิงและสะดวกในการเข้าจอดตามสถานที่ต่างๆ
http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/detail.asp?Detail_Id=1123&Column_Name=Market
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น